สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่กำลังเริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมพลาสติกทั่วโลก เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ผลิตจากปิโตรเคมี โดยเฉพาะ 'แนฟทา' (Naphtha) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตพอลิโพรพิลีนสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารและชิ้นส่วนยานยนต์ ปัจจุบันราคาแนฟทาในตลาดเอเชียพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ภายในเดือนเดียว ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าหลายรายเริ่มปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรับมือกับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น
บทวิเคราะห์ระบุว่าการเปลี่ยนไปใช้พลาสติกชีวภาพ (Bio-plastics) หรือการรีไซเคิลยังคงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากพลาสติกชีวภาพมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 0.5% และมีราคาสูงกว่าพลาสติกจากฟอสซิลมาก ขณะที่การรีไซเคิลแบบดั้งเดิมมักทำให้คุณภาพวัสดุลดลง ส่วนการรีไซเคิลทางเคมีก็ยังมีข้อจำกัดด้านมลพิษและการนำกลับมาใช้ใหม่จริงที่ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังคงพึ่งพาพลาสติกจากฟอสซิลอย่างมหาศาลและยากที่จะหาตัวแทนที่เหมาะสมได้ในระยะสั้น