เสียงสะท้อนจากอดีตในยุคดิจิทัล
ในยุคที่เราส่งผ่านข้อมูลนับล้านกิกะไบต์ผ่านอากาศเพียงเสี้ยววินาที เรามักหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่ง 'ความรู้' คือสมบัติล้ำค่าที่ถูกกักขังอยู่ในอารามและคฤหาสน์ของชนชั้นสูง หนังสือหนึ่งเล่มเคยมีราคาเท่ากับฟาร์มหนึ่งแห่งและใช้เวลาคัดลอกด้วยมือนานนับปี แต่เมื่อประมาณ 570 ปีก่อน ชายคนหนึ่งในเมืองไมนซ์ได้สร้างกลไกที่เปลี่ยนกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล หากอินเทอร์เน็ตคือการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา แท่นพิมพ์ของกูเทนเบิร์กก็คือ 'บิ๊กแบง' ของโลกแห่งปัญญาที่ทำให้เรามีวันนี้
จุดกำเนิดท่ามกลางวิกฤตและความลับ
ในช่วงปี 1440 ณ เมืองไมนซ์ (Mainz) ประเทศเยอรมนี Johannes Gutenberg ช่างทองผู้ตกอับและมีคดีความรุงรัง ได้เริ่มต้นโครงการลับที่เขาเรียกว่า 'Adventur und Kunst' (การผจญภัยและศิลปะ) เขาไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เขานำองค์ความรู้การกดองุ่นทำไวน์ของชาวไร่ในลุ่มแม่น้ำไรน์ มาประยุกต์เข้ากับทักษะการหล่อโลหะที่เขามี โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่การพิมพ์ แต่คือการสร้างระบบที่สามารถผลิตซ้ำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน (แม้ชาวจีนและเกาหลีจะมีเทคนิคพิมพ์มาก่อน แต่ระบบของกูเทนเบิร์กคือจุดเปลี่ยนเชิงอุตสาหกรรมที่แท้จริง)
กลไกแห่งปัญญา: ตัวพิมพ์เคลื่อนที่และหมึกน้ำมัน
นวัตกรรมที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเครื่องไม้ แต่คือ 'Movable Type' หรือตัวพิมพ์โลหะที่หล่อจากส่วนผสมของตะกั่ว ดีบุก และพลวง ซึ่งกูเทนเบิร์กใช้เทคนิคเฉพาะเพื่อให้ตัวอักษรแต่ละตัวมีความสูงเท่ากันเป๊ะๆ จนสามารถเรียงเป็นบรรทัดที่เรียบเนียนได้ นอกจากนี้เขายังพัฒนาหมึกสูตรน้ำมัน (Oil-based ink) ซึ่งเกาะติดโลหะได้ดีกว่าหมึกสูตรน้ำแบบเดิม ระบบนี้ช่วยให้เขาสามารถจัดหน้ากระดาษและพิมพ์ซ้ำได้นับพันครั้งโดยที่ตัวพิมพ์ไม่สึกหรอ เป็นต้นแบบของสายพานการผลิตแบบ Mass Production ครั้งแรกของโลก

พันธมิตรที่กลายเป็นศัตรู: Gutenberg, Fust และ Schöffer
ไม่มีนวัตกรรมใดเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเงินทุน Gutenberg ต้องกู้เงินมหาศาลจาก Johann Fust นายทุนผู้มั่งคั่ง และได้ Peter Schöffer อดีตนักคัดลอกผู้มีฝีมือมาเป็นผู้ช่วย แต่ประวัติศาสตร์มักมีตลกร้าย (Irony) เสมอ ในปี 1455 เมื่อโครงการไกล้สำเร็จ Fust กลับฟ้องร้อง Gutenberg และยึดโรงพิมพ์พร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดไปเป็นของตนเองเพื่อชำระหนี้ ทำให้ Gutenberg ต้องออกจากธุรกิจที่เขาสร้างมากับมือในขณะที่มันกำลังจะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล ทิ้งให้เขาเป็นเพียงชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ที่เกือบถูกลืมเลือน
เมื่อพระคัมภีร์กลายเป็นสินค้ามวลชน
ผลงานชิ้นเอกคือ 'Gutenberg Bible' หรือพระคัมภีร์ 42 บรรทัด พิมพ์ออกมาประมาณ 180 เล่มในปี 1455 (ปัจจุบันเหลือเพียง 49 เล่มที่ตรวจสอบได้) สิ่งนี้สั่นสะเทือนอำนาจของศาสนจักรอย่างรุนแรง เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงนักบวชเท่านั้นที่เข้าถึงคัมภีร์ การผลิตซ้ำทำให้คนทั่วไปเริ่มอ่านและตีความด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเชื้อไฟสำคัญที่นำไปสู่การปฏิรูปศาสนา (Reformation) โดย Martin Luther ในเวลาต่อมา (ซึ่งเขากล่าวว่าแท่นพิมพ์คือ 'ของขวัญอันสูงสุดและล้ำค่าที่สุดจากพระเจ้า')
การระเบิดของข้อมูล: 20 ล้านเล่มใน 50 ปี
หลังจากโรงพิมพ์ในไมนซ์แตกสลาย ช่างพิมพ์ที่ Gutenberg เคยฝึกสอนต่างพากันอพยพไปทั่วยุโรป นำเทคโนโลยีนี้ไปแพร่กระจาย ภายในปี 1500 มีโรงพิมพ์เกิดขึ้นกว่า 250 แห่งในยุโรป และมีการผลิตหนังสือออกมามากกว่า 20 ล้านเล่ม (เทียบกับก่อนหน้านั้นที่ทั้งยุโรปมีหนังสือเพียงไม่กี่แสนเล่ม) ข้อมูลข่าวสารไม่ได้ไหลผ่านปากต่อปากหรือการคัดลอกที่ผิดเพี้ยนอีกต่อไป แต่มันคือมาตรฐานใหม่ของความจริงและความรู้ที่เดินทางได้ไกลกว่าขอบเขตของอาณาจักรใดๆ
มรดกที่ปลดปล่อยมนุษยชาติ
หากไม่มีแท่นพิมพ์กูเทนเบิร์ก การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) อาจไม่เกิดขึ้น เพราะนักวิทยาศาสตร์อย่าง Copernicus หรือ Galileo จะไม่สามารถแบ่งปันข้อมูลที่แม่นยำให้กันได้ แท่นพิมพ์ได้สร้าง 'สาธารณรัฐแห่งตัวอักษร' (Republic of Letters) ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านความคิด มันคือรากฐานของระบบการศึกษาในปัจจุบัน และเป็นเครื่องมือที่ทำลายกำแพงแห่งความเขลา (Ignorance) แม้กูเทนเบิร์กจะเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวในปี 1468 แต่เสียงเคาะของแท่นพิมพ์เขายังคงดังก้องอยู่ในทุกหน้าจอสกรีนที่เราอ่านวันนี้
บทเรียนจากฟันเฟืองไม้: พลังในการเลือกของคุณ
เรื่องราวของกูเทนเบิร์กเตือนให้เรารู้ว่า 'เครื่องมือ' มีพลังเปลี่ยนโลกได้ก็ต่อเมื่อมี 'เนื้อหา' ที่ทรงคุณค่า ในยุคที่เราสำลักข้อมูลข่าวสาร (Information Overload) เราควรกลับมาตั้งคำถามว่า เรากำลังใช้แท่นพิมพ์ดิจิทัลในมือเราเพื่อสร้างแสงสว่างหรือสร้างความสับสน? หากคุณรู้สึกทึ่งในพลังของนวัตกรรมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์นี้ อย่าลืมแชร์เรื่องราวนี้ออกไป เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับการอ่านและการเรียนรู้ที่กูเทนเบิร์กได้มอบให้เรา... คุณคิดว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นไหนในยุคเราที่จะส่งผลกระทบเท่าแท่นพิมพ์นี้ในอีก 500 ปีข้างหน้า?
